ค้นหาบล็อกนี้

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ทดลองสอนในโรงเรียนครั้งแรก...

หลังจากได้อบรมที่จุฬามาเดือนหนึ่งแล้วก็เข้าสู่ module สุดท้ายของการอบรม institute คือการทดลองสอนในโรงเรียนขยายโอกาสจริงๆ โดยได้รับความร่วมมือจากพี่ๆ fellow รุ่น2 จากโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่ใหญ่ที่สุดในกทม วันแรกที่เข้าไปได้สอนห้อง 6 คือม.1B เด็กๆน่ารักมากๆ ตั้งใจเรียน มีบางคนหลังห้องที่ยังไม่ตั้งใจ แบ่งเป็นก๊กๆ เจอเด็กที่แอคทีฟสุดๆยันนอนฟุบโต๊ะ มีแทนกับอาร์มมี่ดูมีแววมาก มุ่งมั่นและพยายามตอบคำถามตลอดเวลา น้ำเป็นผู้นำและหัวหน้าห้อง เรามีครู 5 คน และเราสอนเลขคนเดียว เหนื่อยหน่อยเพราะต้องทำแผนการสอนคนเดียวและทำ 10 คาบ ซึ่งเป็น 2 เท่าของคนอื่น (ซึ่งสอนน้อยกว่าเพราะมีจำนวนครูเยอะกว่า) ตอนแรกว่าเหนื่อย แต่หลังๆรู้สึกทำให้เราคิดเป็นระบบดี เห็นเหตุผลของทุกกิจกรรมการสอนที่จัดและแอคชั่นของนักเรียน 

ตอนเช้าจัด homeroom ให้เด็กๆก่อนเริ่มเรียนถึงเที่ยง ตอนบ่ายก็มีกิจกรรมอีกถึงบ่าย2ครึ่ง เด็กๆดูชอบมาก อีกอย่างที่รู้สึกภูมิใจตัวเองตั้งแต่สอนมาคือเราสามารถแก้จุดบกพร่องที่คิดไว้ได้ทีละจุดๆ วันละอย่างๆ และมันเห็นผลจริงๆ ตอนนี้รู้สึก energy มา เด็กๆไม่ค่อยหลับเวลาเรียนเลข แถมบางคนยัง request โจทย์เลขเพิ่ม บ้างก็ให้สอนเพิ่มเรื่องที่อยากรู้ รู้สึกดีใจมากๆ แผนที่เตรียมถึงตี2ทุกคืนคือสัมฤทธิ์ผล มันหายเหนื่อย ชื่นใจ เหมือนเราได้ถ่ายทอดพลังของเราและความรู้ที่มีให้นักเรียนแล้วเค้าก็รับได้ ไม่เสียแรงเปล่า ล่าสุดที่ประทับใจคือมีเด็กมาขอให้สอนเรื่องสมการช่วงพักเที่ยง เราก็สอนจนลืมกินข้าว ซักพักมีเด็กอีกคนไปเอาข้าวกล่องข้างล่างมาให้ถึงห้อง แล้วบอกว่าครูพักกินข้าวก่อนเถอะนะ เรางี้ปลื้มใจ แล้วเด็กๆก็ feedback ว่าครูห้องเราสอนเก่งทุกคน ดีใจมากๆที่เป็นส่วนหนึ่งทำให้เด็กๆชอบเรียนเลขมากขึ้น คิดว่าต่อไปต้องพัฒนาเทคนิคการสอนอีก เอาให้สุด

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทดลองสอนตลอด 2 อาทิตย์นี้ ทำให้เราได้คุ้นชินกับการเตรียมการสอนและสถานการณ์ที่ต้องเจอก็ใกล้เคียงกับการลงไปสอนในโรงเรียนจริงๆ คิดว่าได้ประโยชน์มากในการเตรียมใจและเตรียมกายให้พร้อมเปิดเทอม

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559

เข้าค่ายเชียงรายและอบรมกับครุ จุฬา

หลังกิจกรรมไปดูโรงเรียนในวันนั้นก็มีการจัดอบรมที่เชียงรายเป็นค่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงอีกเป็นเวลา 10 วันเต็ม ได้ความรู้และเทคนิคการสร้างการเรียนรู้ต่างๆอีกมากมาย เปิดโลกมากๆ และที่สำคัญคือได้รู้จักเพื่อนๆ fellow cohort3 มากขึ้น ทุกคนมีความเป็นมาที่ต่างกันแต่มีอุดมการณ์เดียวกันคืออยากเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย รู้สึกมีความสุขที่ได้ทำงานร่วมกับคนที่มีเป้าหมายเช่นเดียวกับเรา ที่สำคัญคือได้ฟังความคิดของเพื่อนที่ลึกซึ้งและหลากหลายมาก หลายคำถามคือเราเองก็คิดไม่ถึง ทำให้อยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทุกคนเก่งมากจริงๆ และเพื่อนที่นี่คือคุยได้หมด เป็นสังคมที่เปิดกกว้างและให้พื้นที่กับทุกคนจริงๆ

เมื่อกลับจากค่ายที่เชียงรายก็ต้องเข้าอบรมต่อที่คณะครุศาสตร์ จุฬา เป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งได้พักอยู่ CU I House ตลอดช่วงนี้ วันนี้ได้ไปดูโรงเรียนสาธิตจุฬา ได้ไปคลาสสอนคณิตศาสตร์ เด็กๆคือตั้งใจทำกิจกรรมที่ครูสอนมาก เป็นเด็กชั้นม.3 ครูมีการใช้สื่อการสอนคือแท็บเล็ตที่มีจอรวมหน้าจอของเด็กทุกคนไว้ที่เครื่องครู ทำให้รู้ได้ว่าเด็กคนไหนทำอะไรอยู่ มีการจัดคลาสโดยแบ่งเป็นกลุ่มๆคละทั้งเด็กเก่ง กลาง อ่อน ทำให้เด็กๆช่วยเพื่อนไดั วันนี้เรียนเรื่องพาราโบลา ครูเริ่มด้วยโจทย์ที่ง่ายที่สุดไปจนถึงขั้นให้คิดโจทย์เองที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เป็นไปตามหลักการคิดคำถามที่เริ่มจาก understanding ไปถึง creation จริงๆ และมีการพูดชื่อเด็กที่กดส่งคำตอบมา 6 คนแรกเพื่อให้เพื่อนๆรู้และทำให้เด็กภูมิใจ กระตุ้นให้เด็กแข่งกันตอบ ครูก็ยิ้มแย้ม พูดเพราะ ใจดี เราอยากให้ห้องเรียนของเราเป็นแบบนี้ได้บ้างจริงๆ

I see... เด็กๆสนใจตอบคำถาม มี attention in class บรรยากาศในห้องเรียนน่าเรียนมาก 
I think... คิดว่าเด็กในห้องน่าจะได้รับการเอาใจใส่มานานแล้ว หรืออาจเคยไปเรียนพิเศษ เพราะดูเหมือนทุกคนเข้าใจคำตอบโดยครูไม่ต้องเฉลยละเอียด 
I wonder...ถ้าเด็กโรงเรียนขยายโอกาสได้รับโอกาสแบบเด็กกลุ่มนี้ เขาจะเป็นได้เหมือนเด็กสาธิตจุฬาหรือไม่

วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สัมผัสโรงเรียนขยายโอกาสครั้งแรก

วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ไปสำรวจโรงเรียนหลังจากมีปฐมนิเทศน์เมื่อวาน ไปโรงเรียนวัดปทุมวนารามแถวพารากอน เข้าไปแวบแรกคืองงมาก ตึกเรียนสวยกว่าโรงเรียนเราอีก ไม่น่าใช่โรงเรียนขยายโอกาส พอเข้าไปสัมผัสถึงได้รู้ว่าตึกที่ดูดีภายนอกไม่ได้บ่งบอกถึงคุณภาพการศึกษาเลยจริงๆ โรงเรียนอาจจะมีตึกสวยๆเพราะอยู่ใจกลางเมือง ไม่มีคนรู้ด้วยซ้ำว่านี่คือรร ขยายโอกาส มีหลายบริษัทเป็ยผู้สนับสนุนทางการเงิน แต่เด็กๆในโรงเรียนยังคงเป็นเด็กที่ต้องการเหมือนเด็กคนอื่นๆในรร ขยายโอกาส เข้าไปดูห้องเรียนที่พี่ fellow สอนเลขอยู่ เด็กๆส่วนใหญ่ก็แน่นอนว่าไม่ฟังครู มีเด็กเดินข้ามห้องมาตบหัวเพื่อนอีกฝั่งแล้วกลับไปนั่งที่ พร้อมตบหัวเพื่อนข้างๆอีกทีนึง แต่ที่น่าสังเกตคือ เด็กเฮี้ยวๆส่วนใหญ่จะอยุ่หน้าห้อง ส่งเสียงดังตลอดเวลา ส่วนเด็กเงียบๆที่ไม่สุงสิงกับใครจะอยู่หลังห้อง บางคนนั่งแยกจากกลุ่มเพื่อน ดูแล้วเศร้ามาก ทั้งๆที่อุปกรณ์การเรียนพร้อม แต่บรรยากาศการเรียนไม่สมกับตึกข้างนอกเลย ไม่ใช่เพราะครูสอนไม่ดี แต่เพราะเด็กแทบไม่ฟัง เค้าไม่รู้ว่าทำไมต้องมาเรียน น่าเบื่อ อยากเล่นสนุกมากกว่า 

หลายอย่างที่เห็นวันนี้ได้เอากลับมาคิดว่าถ้าเป็นเราจะทำยังไง มันยากมากที่จะจัดการกับเด็กที่เฮี้ยวขนาดนี้ จะรับได้มั้ย จะทนไหวมั้ย เลยสรุปประเด็นต่างๆมา:
- เด็กแบ่งเป็นกลุ่มๆในห้อง ถ้าลองคละที่นั่งหรือจับกลุ่มให้เด็กจะดีกว่ามั้ย จะได้ไม่มีคนโดนทิ้งออกนอกกลุ่มและคนที่พูดมากๆจะได้เงียบลงเพราะเพื่อนไม่อยุ่ด้วย
- ชี้ให้เห็นความสำคัญของเรื่องที่เรียน บอกว่าอยากถ้าอยากเป็นอะไรก็ต้องเรียนสูงๆ อาจจะชี้ไปที่สิ่งที่ดูดีนอกห้อง เช่นรร นี้อยุ่ติดรฟฟ ก็อาจจะถามว่าอยากนั่งรฟฟมั้ย ถ้าอยากก็ต้องตั้งใจเรียนไรงี้
- สังเกตเห็นเด็กบางคนควงสมุดด้วยนิ้วและปากกาได้ ถ้าสนับสนุนให้เด็กเล่นบาสน่าจะรุ่ง5555
- คุยกับเด็กเพื่อขุดประวัติมากๆ จะได้ตอบสนองต่อเด็กแต่ละคนถูก แต่พี่เค้าก็บอกต้องมีเทคนิคการคุย เพราะถ้าเรียกเด็กคุยนอกรอบเค้าจะกลัว อาจจะเรียกให้ถือของให้แล้วเดินคุยไปด้วย ต้องคิดมากๆก่อนทำอะไร

พรุ่งนี้ไปดูอีกรร นึงซึ่งตรงกันข้ามกับโรงเรียนขยายโอกาส เพื่อจะได้เปรียบเทียบพฤติกรรมเด็กระหว่างด้อยโอกาสและมีโอกาสมาก หวังว่าจะได้เจออะไรใหม่ๆ

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เริ่มวัฒนธรรมการ reflect

วันนี้ได้ไปรับผล reflect จากพี่ที่ tft ได้คอมเม้นค่อนข้างดี ทักษะการสื่อสารดี ความสัมพันธ์ต่างๆดี แต่มีติอยุ่บางเรื่องเช่น 
  • ยังมีแนวทางในอนาคตไม่ชัดเจนพอว่าหลังจบ 2 ปีอยากสร้าง impact อะไรต่อไป ซึ่งพี่บอกตรงนี้ค่อยๆคิดได้และน่าจะเห็นชัดขึ้นหลังเริ่มโครงการแล้ว
  • เรื่องแนวคิดที่ realistic มากเกินไป คือเหมือนมีกรอบความคิดอยุ่ว่าเด็กกลุ่มนี้มีปัญหา ยังไม่คิดนอกกรอบเท่าที่ควรว่าเราจะเปลี่ยนแปลงมันได้แน่ๆ ซึ่งก็ตรงกับเราจริงๆ ต่อไปต้องตั้งความหวังให้สูง คิดว่าเด็กต้องทำได้ แล้วถ้าจะปิดหวังบ้างอะไรบ้างมันก็ไม่เกี่ยวกับความหวังที่ตั้ง มันคนละเรื่องกัน ถ้าไม่สมหวังก็ต้องหาวิธี manage อารมณ์ตัวเอง ไม่ใช่ตั้งความหวังไว้ต่ำเพื่อให้รู้สึกว่าจะทำได้จริง
  • อีกเรื่องซึ่งเป็นสิ่งที่เราเองก็รู้ตัวมานานเพราะที่บ้านก็บอกเสมอ คือการชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น คิดว่าคนนู้นคนนี้เก่งกว่า แม้เราเองก็มี potential ไม่แพ้ใคร แต่พอคิดแบบนี้มันทำให้เสียกำลัใจตัวเอง เราต้องเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น เราทำได้และเราเก่ง ข้อนี้โดนใจมาก
  • เรื่องนี้อยากเอาไว้เตือนตัวเอง คือการมองคนที่ภายนอกอย่างฉาบฉวยเกินไป แม้เราจะดูเหมือนไม่ใช่คนแบบนั้นแต่บางครั้งก็รู้สึกว่าเราเป็น หลายครั้งที่เห็นคนสวยที่ชอบแต่งหน้าเยอะๆ ถือกระเป๋าแบรนเนมดูหยิ่ง ทั้งๆที่เค้าอาจจะไม่ได้หยิ่งก็ได้ หรือคนที่ไม่ถูกกับเรา ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี หรือคนที่ดูธรรมดาๆแล้วเราคิดว่าเค้าเป็นพวก introvert ซึ่งเค้าอาจจะมีมุมบ้าๆฮาๆก็ได้ ลองคิดดูแล้วถ้าคนอื่นมาตัดสินเราจากภายนอกก็ไม่ชอบเหมือนกัน เราดูภายนอกเหมือนจะเรียบร้อย เงียบๆ แต่ถ้าสนิทด้วยจะรู้ว่าไม่ใช่เลย5555
จบการ reflect ไว้เท่านี้ เสร็จแล้วก็ได้สอบเลขกะอังกฤษต่อ เลขแอบยากและหวั่นๆอยู่ว่าจะไม่ผ่าน แต่ก็ทำเต็มที่แล้วด้วยเวลาเตรียมตัวที่แสนจะน้อยเพราะต้องทำงาน intern ด้วย ส่วนอังกฤษคิดว่าผ่านเพราะไม่ยากมาก มีสอบพูดตอนสุดท้ายเล็กน้อย แต่ยังไงก็อยากสอนเลขเพราะมันเป็นวิชาที่เรารักตั้งแต่เริ่มเรียน แลอยากทำให้เด็กๆคนอื่นชอบเลขเหมือนที่เราชอบ ขอให้ผ่านเถ๊อะะะะะ


วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

สาธิตพัฒนา..การศึกษาในอุดมคติ



วันนี้ได้ไปดูอีกโรงเรียนหนึ่งชื่อ สาธิตพัฒนา เข้าไปถึงหน้าประตูรร สัมผัสได้ถึงความแตกต่างจากรร เมื่อวานทันที ประตูทางเข้าใหญ่มาก รายล้อมด้วยหมู่บ้านโครงการแสนสิริ มีพื้นที่กว่า 30 ไร่ รอบๆมีต้นไม้และเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว เข้าไปถึงในรร เจอเด็กๆยิ้มแย้ม ดูมีความสุขที่ได้มาเรียน วันนี้โชคดีที่รร จัดกิจกรรมอาเผซียนร่วมใจ เด็กๆทั้งรร พร้อมใจกันแต่งตัวชุดประจำชาติต่างๆในอาเซียน มีวงดนตรี เข้าไปถึงห้องประชุมใหญ่ก็ต้องเซอร์ไพรส์อีกครั้ง ห้องประชุมดูดีมากๆ ใหญ่มากและจุเด็กได้ทั้งรร เพราะรร นี้นักเรียนไม่เยอะ เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ผปค ที่อยากเอาลูกเข้าต้องต่อคิวยาวมาก ท่านรองบอกโอกาสรับคือ 1:50 ส่วนใหญ่มาจากลูกบ้านโครงการแสนสิริ ในห้องประชุมมีกิจกรรมอาเซียน มีเด็กมายืนกล่าว speech ทั้งภาษาไทย อังกฤษ จีน น่าทึ่งมากๆ ห้องประชุมก็ออกแบบจากแนวคิดของฟินแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่การศึกษาดีที่สุดในโลก ที่นั่งไม่มีที่เท้าแขน ทุกคนนั่งเรียงต่อกันได้โดยไม่แบ่งอาณาเขตกัน หลังจากงานตอนเช้าจบลงก็ได้ไปพบท่านรองซึ่งเป็นอดีตผอ.รรสาธิตจุฬา คือรรนี้ได้รับการพัฒนาจากความร่วมมือของสาธิตจุฬาและศูนย์นวัตกรรมการศึกษา ค่าเทอมปีละ 140,000 บาท omgggg แพงเท่าเรียนอินเตอร์มหาลัยเลย

การเรียนการสอนของรรนี้จะไม่เน้นปริมาณ เน้นกระบวนการคิดมากกว่า สร้างองค์ความรู้ให้เด็กแทนที่จะสอนแต่เนื้อหา มีตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมอ6 แต่มอปลายมีแค่ชั้นละห้องเท่านั้น เพราะเด็กจบมอต้นส่วนใหญ่จะไปต่อรรรัฐบาลดังๆมากกว่า ที่น่าจนใจคือแม้ว่าเด็กจะเหลือน้อยเท่าไร ครูก็ยังมาสอน ไม่ยุบคลาสเหมือนที่อื่นทำกัน ครูประจำชั้นจะนั่งหลังห้องแทบจะตลอดเวลาเพื่อให้เด็กมาปรึกษาได้เวลาพักหรือคอยสังเกตเด็กขณะมีครูท่านอื่นมาสอน ครูที่นี่เอาใจใส่เด็กมากๆเพราะผ่านการคัดเลือกมาอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกับแนวคิดของฟินแลนด์ ครูช่วงเด็กอายุน้อยๆจะได้เงินเดือนสูงที่สุดเพราะต้องเอาใจใส่เด็กมากเป็นพิเศษ ส่วนครูมหาลัยจะได้เงินเดือนน้อยสุดเพราะได้แต่ให้ความรู้เท่านั้น นี่เป็นวิธีคิดของฟินแลนด์ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนมีคุณภาพจึงอยากเป็นครู 

นอกจากนั้นยังได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆจากท่านรอง วิธีการพูดการสอนเด็ก ให้พูดว่าถ้าเป็นครูจะทำอย่างนี้... ไม่ใช่ไปสั่งว่าห้ามทำอย่างนี้ เด็กจะได้คิดด้วยตัวเองด้วย เป็นวิธีที่ฉลาดจริงๆ

ความรู้สึกหลังจบวันนี้ทำให้มี passion อยากลดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น อยากให้เด็กๆในรรขยายโอกาสได้มีโอกาสแบบนี้บ้าง เพราะหากเค้าได้โอกาสนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่าเค้าจะคว้าโอกาสไว้แล้วทำมันได้ดีไม่ต่างจากคนอื่นๆ แต่คงยากเอาการอยู่ เราทำได้ตอนนี้คือปลูกฝังวิธีคิดที่ถูก เปลี่ยนแปลงความเชื่อผิดๆของเค้าเพื่อให้ในอนาคตเค้าจะสามารถอยู่บนโลกที่โหดร้ายนี้ได้ ครอบครัวมีผลต่อโอกาสและการศึกษาจริงๆ ได้เห็นกับตาก็วันนี้เอง


วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เริ่มต้นการเดินทางในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง


วันนี้มางานรวมตัวเหล่า fellow ครั้งแรกตั้งแต่ที่รู้ผลรอบสุดท้ายว่าจะได้เข้าร่วมโครงการ teach for Thailand ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง 2 ปี ชื่อดูเหมือนเป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่มาก แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ วันนี้เรามาอยู่ในจุดที่รู้สึกตัดสินใจถูกที่สุดในชีวิต

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบปีที่แล้ว ได้มีโอกาสเข้าร่วม insight program ของที่นี่เป็นเวลา 7 วัน ได้ไปเห็นความจริงบางอย่างที่ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน ความจริงที่แสนโหดร้ายเกี่ยวกับปัญหาการศึกษาไทย เด็กที่ด้อยโอกาสกว่าเรา ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาดีๆ โรงเรียนและชุมชนไม่เอื้อให้ทำความฝันให้สำเร็จได้หลังเรียนจบ ถึงแม้โรงเรียนเหล่านี้จะอยู่ในเขตใกล้รถไฟฟ้า แต่ใครจะเชื่อว่าเด็กเหล่านี้ไม่เคยมีโอกาสขึ้นรถไฟฟ้าด้วยซ้ำ แม้แต่เราเองก็ไม่เคยคิดว่าในเขตกรุงเทพที่ดูเจริญแล้ว จะมีโรงเรียนขยายโอกาสและชุมชนเป็นพิษอีกหลายแห่ง วันนั้นได้มีโอกาสไปดูการสอนและร่วมสอนในโครงการของพี่ fellow ท่านหนึ่งที่โรงเรียนขยายโอกาสแถวแบริ่ง โรงเรียนที่ดูภายนอกเหมือนโรงเรียนธรรมดาๆที่เคยเห็น แต่สิ่งที่ต่างคือเด็กส่วนใหญ่ไม่ตั้งใจเรียนเลยยยยยย ไม่สนใจครูและไม่สนการบ้าน นี่เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย ปัญหาคือ เด็กเหล่านี้ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่รู้ว่าเรียนไปทำไมในเมื่อสุดท้ายก็ไปช่วยที่บ้านทำงานอยุ่ดี เป็นกรรมกร เป็นวินมอเตอร์ไซค์ เป็นช่างตัดผม และอีกหลายอาชีพตามที่เค้าเห็นพ่อแม่ทำ ซึ่งจากการได้พูดคุยกับเด็กทำให้รู้ว่าถ้าปล่อยแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ สังคมนี้คงแย่ เด็กเหล่านี้จะหาอนาคตไม่เจอ และอาจจบไม่สวยในเส้นทางชีวิต 

และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงด้วยมือของเรา ก็ถ้ามีแต่คนบ่นว่าการศึกษามันแย่ แต่ไม่มีใครคิดจะแก้ แล้วใครจะแก้!?!?! โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเท่านั้น แต่ยังทำให้เราได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ได้บริหารเด็กและตัวเอง ได้ทีกษะต่างๆที่จำเป็น เรียกได้ว่าได้ทั้งเราและตัวเด็กเอง ซึ่งไม่ว่าผลลัพธ์ที่ได้ใน 2 ปีนี้จะเป็นอย่างไรก็ตั้งใจว่าจะทำมันให้ดีที่สุด จากตอนแรกไม่เคยคิดว่าจะเริ่มทำเพราะเหมือนเสียเวลาไป 2 ปีเต็มๆ จากเด็กจบใหม่เกีรตินิยม มธ คงไม่ลำบากถึงขนาดหางานที่เงินดีกว่านี้ไม่ได้ เพราะที่นี่ให้เงินเดือน 15000 บาทเท่าเกณฑ์ขั้นต่ำปริญญาตรีเท่านั้น ยังจำหลังสอบเสร็จวันสุดท้ายของชีวิตนักศึกษาได้ว่านั่งเปิดเว็บหางานพร้อมๆกับใบสมัคร tft คิดหนักมากว่าจะสมัครอะไรดีเนื่องจากรอบนี้เป็นรอบสุดท้ายของปีนี้ แต่ขอเชื่ออุดมการณ์ของตัวเองซักครั้ง... ปิดเว็บหางานทันทีและไม่ยุ่งกับมันอีกเลย กรอกใบสมัคร tft ดีกว่า5555 เป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาดที่สุด รู้สึกว่าพอมันเกินจุด turning point มาแล้วมันก็ไม่ลังเลอีกเลย

ย้อนกลับมาที่งานวันนี้ ได้เจอพี่ตา พี่ที่ดูแลและให้คำปรึกษามาตลอดเกึ่ยวกับโครงการ ดีใจมากที่ได้เจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์คนอื่นๆ ทำให้รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งและเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่เราตัดสินใจมันถูกแล้ว ก่อนจบวันนี้อยากขอบคุณตัวเองที่วันนั้นกล้าสมัครและทำให้มายืนตรงนี้ได้ งานหนักยังรอเราอยู่ สู้ต่อไปค่าา✌🏻
ปล ยังๆ ยังมีสอบประเมินวิชาที่จะสอนอีก (เลข) ไปเตรียมตัวแปปป😂