ค้นหาบล็อกนี้

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เริ่มวัฒนธรรมการ reflect

วันนี้ได้ไปรับผล reflect จากพี่ที่ tft ได้คอมเม้นค่อนข้างดี ทักษะการสื่อสารดี ความสัมพันธ์ต่างๆดี แต่มีติอยุ่บางเรื่องเช่น 
  • ยังมีแนวทางในอนาคตไม่ชัดเจนพอว่าหลังจบ 2 ปีอยากสร้าง impact อะไรต่อไป ซึ่งพี่บอกตรงนี้ค่อยๆคิดได้และน่าจะเห็นชัดขึ้นหลังเริ่มโครงการแล้ว
  • เรื่องแนวคิดที่ realistic มากเกินไป คือเหมือนมีกรอบความคิดอยุ่ว่าเด็กกลุ่มนี้มีปัญหา ยังไม่คิดนอกกรอบเท่าที่ควรว่าเราจะเปลี่ยนแปลงมันได้แน่ๆ ซึ่งก็ตรงกับเราจริงๆ ต่อไปต้องตั้งความหวังให้สูง คิดว่าเด็กต้องทำได้ แล้วถ้าจะปิดหวังบ้างอะไรบ้างมันก็ไม่เกี่ยวกับความหวังที่ตั้ง มันคนละเรื่องกัน ถ้าไม่สมหวังก็ต้องหาวิธี manage อารมณ์ตัวเอง ไม่ใช่ตั้งความหวังไว้ต่ำเพื่อให้รู้สึกว่าจะทำได้จริง
  • อีกเรื่องซึ่งเป็นสิ่งที่เราเองก็รู้ตัวมานานเพราะที่บ้านก็บอกเสมอ คือการชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น คิดว่าคนนู้นคนนี้เก่งกว่า แม้เราเองก็มี potential ไม่แพ้ใคร แต่พอคิดแบบนี้มันทำให้เสียกำลัใจตัวเอง เราต้องเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น เราทำได้และเราเก่ง ข้อนี้โดนใจมาก
  • เรื่องนี้อยากเอาไว้เตือนตัวเอง คือการมองคนที่ภายนอกอย่างฉาบฉวยเกินไป แม้เราจะดูเหมือนไม่ใช่คนแบบนั้นแต่บางครั้งก็รู้สึกว่าเราเป็น หลายครั้งที่เห็นคนสวยที่ชอบแต่งหน้าเยอะๆ ถือกระเป๋าแบรนเนมดูหยิ่ง ทั้งๆที่เค้าอาจจะไม่ได้หยิ่งก็ได้ หรือคนที่ไม่ถูกกับเรา ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี หรือคนที่ดูธรรมดาๆแล้วเราคิดว่าเค้าเป็นพวก introvert ซึ่งเค้าอาจจะมีมุมบ้าๆฮาๆก็ได้ ลองคิดดูแล้วถ้าคนอื่นมาตัดสินเราจากภายนอกก็ไม่ชอบเหมือนกัน เราดูภายนอกเหมือนจะเรียบร้อย เงียบๆ แต่ถ้าสนิทด้วยจะรู้ว่าไม่ใช่เลย5555
จบการ reflect ไว้เท่านี้ เสร็จแล้วก็ได้สอบเลขกะอังกฤษต่อ เลขแอบยากและหวั่นๆอยู่ว่าจะไม่ผ่าน แต่ก็ทำเต็มที่แล้วด้วยเวลาเตรียมตัวที่แสนจะน้อยเพราะต้องทำงาน intern ด้วย ส่วนอังกฤษคิดว่าผ่านเพราะไม่ยากมาก มีสอบพูดตอนสุดท้ายเล็กน้อย แต่ยังไงก็อยากสอนเลขเพราะมันเป็นวิชาที่เรารักตั้งแต่เริ่มเรียน แลอยากทำให้เด็กๆคนอื่นชอบเลขเหมือนที่เราชอบ ขอให้ผ่านเถ๊อะะะะะ


วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

สาธิตพัฒนา..การศึกษาในอุดมคติ



วันนี้ได้ไปดูอีกโรงเรียนหนึ่งชื่อ สาธิตพัฒนา เข้าไปถึงหน้าประตูรร สัมผัสได้ถึงความแตกต่างจากรร เมื่อวานทันที ประตูทางเข้าใหญ่มาก รายล้อมด้วยหมู่บ้านโครงการแสนสิริ มีพื้นที่กว่า 30 ไร่ รอบๆมีต้นไม้และเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว เข้าไปถึงในรร เจอเด็กๆยิ้มแย้ม ดูมีความสุขที่ได้มาเรียน วันนี้โชคดีที่รร จัดกิจกรรมอาเผซียนร่วมใจ เด็กๆทั้งรร พร้อมใจกันแต่งตัวชุดประจำชาติต่างๆในอาเซียน มีวงดนตรี เข้าไปถึงห้องประชุมใหญ่ก็ต้องเซอร์ไพรส์อีกครั้ง ห้องประชุมดูดีมากๆ ใหญ่มากและจุเด็กได้ทั้งรร เพราะรร นี้นักเรียนไม่เยอะ เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ผปค ที่อยากเอาลูกเข้าต้องต่อคิวยาวมาก ท่านรองบอกโอกาสรับคือ 1:50 ส่วนใหญ่มาจากลูกบ้านโครงการแสนสิริ ในห้องประชุมมีกิจกรรมอาเซียน มีเด็กมายืนกล่าว speech ทั้งภาษาไทย อังกฤษ จีน น่าทึ่งมากๆ ห้องประชุมก็ออกแบบจากแนวคิดของฟินแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่การศึกษาดีที่สุดในโลก ที่นั่งไม่มีที่เท้าแขน ทุกคนนั่งเรียงต่อกันได้โดยไม่แบ่งอาณาเขตกัน หลังจากงานตอนเช้าจบลงก็ได้ไปพบท่านรองซึ่งเป็นอดีตผอ.รรสาธิตจุฬา คือรรนี้ได้รับการพัฒนาจากความร่วมมือของสาธิตจุฬาและศูนย์นวัตกรรมการศึกษา ค่าเทอมปีละ 140,000 บาท omgggg แพงเท่าเรียนอินเตอร์มหาลัยเลย

การเรียนการสอนของรรนี้จะไม่เน้นปริมาณ เน้นกระบวนการคิดมากกว่า สร้างองค์ความรู้ให้เด็กแทนที่จะสอนแต่เนื้อหา มีตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมอ6 แต่มอปลายมีแค่ชั้นละห้องเท่านั้น เพราะเด็กจบมอต้นส่วนใหญ่จะไปต่อรรรัฐบาลดังๆมากกว่า ที่น่าจนใจคือแม้ว่าเด็กจะเหลือน้อยเท่าไร ครูก็ยังมาสอน ไม่ยุบคลาสเหมือนที่อื่นทำกัน ครูประจำชั้นจะนั่งหลังห้องแทบจะตลอดเวลาเพื่อให้เด็กมาปรึกษาได้เวลาพักหรือคอยสังเกตเด็กขณะมีครูท่านอื่นมาสอน ครูที่นี่เอาใจใส่เด็กมากๆเพราะผ่านการคัดเลือกมาอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกับแนวคิดของฟินแลนด์ ครูช่วงเด็กอายุน้อยๆจะได้เงินเดือนสูงที่สุดเพราะต้องเอาใจใส่เด็กมากเป็นพิเศษ ส่วนครูมหาลัยจะได้เงินเดือนน้อยสุดเพราะได้แต่ให้ความรู้เท่านั้น นี่เป็นวิธีคิดของฟินแลนด์ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนมีคุณภาพจึงอยากเป็นครู 

นอกจากนั้นยังได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆจากท่านรอง วิธีการพูดการสอนเด็ก ให้พูดว่าถ้าเป็นครูจะทำอย่างนี้... ไม่ใช่ไปสั่งว่าห้ามทำอย่างนี้ เด็กจะได้คิดด้วยตัวเองด้วย เป็นวิธีที่ฉลาดจริงๆ

ความรู้สึกหลังจบวันนี้ทำให้มี passion อยากลดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น อยากให้เด็กๆในรรขยายโอกาสได้มีโอกาสแบบนี้บ้าง เพราะหากเค้าได้โอกาสนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่าเค้าจะคว้าโอกาสไว้แล้วทำมันได้ดีไม่ต่างจากคนอื่นๆ แต่คงยากเอาการอยู่ เราทำได้ตอนนี้คือปลูกฝังวิธีคิดที่ถูก เปลี่ยนแปลงความเชื่อผิดๆของเค้าเพื่อให้ในอนาคตเค้าจะสามารถอยู่บนโลกที่โหดร้ายนี้ได้ ครอบครัวมีผลต่อโอกาสและการศึกษาจริงๆ ได้เห็นกับตาก็วันนี้เอง